ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กดเงินได้ 400 บาทต่อเดือน

 

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบปรับเปลี่ยนการเติมเงินรายเดือนวงเงินค่าซื้อสินค้าที่จำเป็น 300 บาทต่อเดือนสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และ 200 บาทสำหรับมีรายได้ 30,000-100,000 บาทต่อปี รวม 14.5 ล้านคน

โดยสามารถเบิกเป็นเงินสดได้ที่ตู้เอทีเอ็มและสาขาธนาคารกรุงไทยเป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.พ.-เม.ย.2562 จากเดิมวงเงินนี้ใช้ได้เฉพาะที่ร้านค้าประชารัฐเท่านั้น

ซึ่งจะถอนเงินสดได้หากใครได้รับ 300 บาทต่อเดือน จะถอนได้ 200 บาท และหากใครได้รับ 200 บาทต่อเดือนจะถอนได้ 100 บาท ดังนั้นให้เหลือ 100 บาทต่อเดือนไว้ใช้กับร้านค้าประชารัฐ

นอกจากนี้ยังเห็นชอบขยายมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อไปอีก 6 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคมม.-มิถุนายน 2562

จากเดิมที่สิ้นสุดเดือน ธันวาคม 2561 ใช้งบกลางปีงบประมาณ 2562 จำนวน 4,370 ล้านบาทในการเติมเงินเข้าบัตร 200 บาทหากมีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาทต่อปี และ 100 บาทหากมีรายได้ 30,000-100,000 บาทต่อปี ซึ่งจำนวนนี้สามารถกดเป็นเงินสดได้อยู่แล้ว

โดยปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมมาตรการฝึกอาชีพ 4.14 ล้านราย ในจำนวนนี้ได้รับการพัฒนาแล้ว 3.26 ล้านราย โดยจากการติดตามพบว่ามีผู้มีรายได้น้อยมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 30,000 บาทต่อปี จำนวนถึง 1 ล้านราย จึงเห็นความจำเป็นขยายมาตรการเพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยพ้นเส้นความยากจน หรือมีรายได้มากกว่า 30,000 บาทต่อปี

ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การให้ผู้ถือบัตรคนจนได้กดเงินสดได้จากวงเงินในบัตรเดิมที่ใช้กับร้านค้าประชารัฐ

เพราะเป็นข้อเรียกร้องของผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการนำไปซื้อสินค้าอื่นๆที่จำเป็น และจากผลสำรวจของกระทรวงการคลัง ที่พบว่าผู้มีรายได้น้อยใช้จ่ายช่วงต้นปีสูง จึงเพิ่มทางเลือกและช่วยบรรเทาปัญหาค่าครองชีพ ส่งเสริมให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า วันนี้ที่ประชุมครม.ได้มีการหารือถึงการพัฒนาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้สามารถใช้จ่ายเป็นเงินสดได้และนำไปใช้จ่ายอย่างอื่นตามที่ทุกคนต้องการ เป็นเงินจำนวนหนึ่งจากยอดที่ให้ไปทั้งหมด

แต่อย่างไรก็ตามจะต้องเหลือเงินจำนวนหนึ่งไว้ใช้ซื้อของในร้านค้าประชารัฐด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะนำไปใช้ซื้ออย่างอื่นหมด และตนเข้าใจดีถึงความจำเป็นของประชาชน

ทั้งนี้ได้มีการประเมินการใช้จ่ายงบประมาณครั้งนี้ไปพบว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้บ้างและบางส่วนที่ยกระดับไม่ได้ก็จะมีมาตรการอื่นเสริมเข้าไป

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

ใส่ความเห็น