ต้องรู้ ! โรคต้องห้าม ในการนวดแผนไทย อาจเกิดอันตรายได้ ใครจะไปนวด ต้องตรวจสอบตัวเองก่อน

โรคต้องห้าม ในการนวดแผนไทย

 

“ประโยชน์ของการนวดแผนโบราณ” ได้ดังนี้

1.กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังผืด ทำให้ยืดคลาย ลดอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวของร่างกายสะดวกขึ้น
2.การไหลเวียนของโลหิต ทำให้หลอดเลือดยืดขยาย การไหลเวียนของเลือดแรงขึ้น ทำให้ร่างกาย สดชื่น เสริมสร้างการทำงานของอวัยวะ
3.ระบบประสาท ทำให้เกิดการกระตุ้นของระบบประสาท ความรู้สึกตอบสนองต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อมดีขึ้น มีความตื่นตัว ในการทำงาน
4.ข้อต่อกระดูก ทำให้การเคลื่อนไหวคล่องขึ้น ยืดอายุการใช้งาน
5.อารมณ์และจิตใจ ทำให้ผ่อนคลาย รู้สึกอบอุ่น

 

แต่ ในกรณีที่มีอาการเหล่านี้ ห้ามทำการนวดแผนไทย อาจเกิดอันตรายได้
๑. โรคติดเชื้อ มีไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส ปวด บวม แดง ร้อน
๒. โรคผิวหนัง เพราะจะทำให้เชื้อแพร่ออกไปบริเวณอื่น และแพร่มาสู่ผู้นวดด้วย
๓. ขณะมีอาการอักเสบ เพราะจะทำให้การอักเสบมากขึ้น
๔. กรณีเดินทาง ทางอากาศระหว่างประเทศ จะสามารถนวดได้หลัง 48 ชั่วโมง
๕. บริเวณที่มีบาดแผลห้ามนวด อาจทำให้แผลซ้ำ หรือแผลปริแยก
๖. บริเวณที่เป็นมะเร็ง จะทำให้มะเร็งแพร่ออกไป
๗. ไม่ควรนวดหลังจากรับประทานอาหารใหม่ๆ
๘. ไม่ควรนวดในขณะร่างกายอ่อนเพลียมาก
๙. ไควรนวดภายหลัง หรืออาบน้ำมาใหม่ๆ
๑๐. ไม่ควรนวดในช่วงมีไข้สูง
๑๑. ไม่ควรนวดผู้หญิงที่มีอาการใกล้คลอด
๑๒. ไม่ควรนวดในช่วงที่กระดูกหัก หรือดามเหล็กมา
๑๓. ไม่นวดในช่วงที่เป็นโรคหลอดเลือด หลอดน้ำเหลืองอุดตัน
๑๔. ไม่นวดในช่วงมีประจำเดือนมา อาจทำให้ระบบเลือดในร่างกายเดินแปรปรวนอาจเป็นลมได้

 

ซึ่ง กรมแพทย์แผนไทยฯชี้ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง มีแผลอักเสบ ไข้สูงห้ามนวดรักษา-ผ่อนคลาย แนวกระดูกและหลอดเลือดห้ามนวดเด็ดขาด

พทป.สมชาย ช้างแก้วมณี แพทย์แผนไทยประยุกต์ กรมการแพทย์แผนไทยฯ กล่าวว่า ตามมาตรฐานแล้วก่อนให้บริการนวดรักษาหรือนวดผ่อนคลายต้องซักประวัติและตรวจประเมินผู้มารับบริการก่อน ซึ่งหากพบว่ามีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ความดันสูงเกิน 140 อัตราการเต้นหัวใจมากกว่า 24 ครั้งขึ้นไปและชีพจรมากกว่า 80 ครั้ง จะไม่สามารถให้บริการนวดได้ เพราะการนวดจะทำให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ความดันสูงขึ้น ขณะที่ความร้อนในร่างกายจะสูงขึ้นด้วย ทำให้คนเป็นไข้ยิ่งตัวร้อนขึ้น เกิดอาการเพลีย ไม่มีแรง ส่วนการนวดผ่อนคลายที่ทำให้ความดันลดลงนั้น เป็นเพราะสูตรนวดต่างกัน

“จุดที่ห้ามนวดเด็ดขาดคือ ตามแนวกระดูกและหลอดเลือดคือ แนวกระดูกต้นคอ สันหลัง ซี่โครง บริเวณข้างคอ ใต้หู หลังหู และต่อมน้ำเหลืองใต้คาง ส่วนที่มีการนวดหลังนั้นจะเป็นการนวดตามแนวสันกล้ามเนื้อไม่ใช่กระดูก ส่วนจุดที่ต้องระวังคือการกดจุดเปิดประตูลม ควรทำแค่ครั้งเดียว และจุดที่เป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทต่างๆ เช่น ข้อพับแขน ข้อมือ และข้อพับขา ส่วนข้อควรระวังอื่นคือกลุ่มเด็ก หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุ โรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน กระดูกพรุน เคยผ่าตัด ใส่เหล็ก ข้อเทียม หรือจุดที่เคยทำศัลยกรรมตกแต่ง” พทป.สมชาย กล่าว

 

ใส่ความเห็น