นอสตราดามุสเคยทำนายชะตาโลกไว้?? เมื่อ 400 ปีก่อน มันกำลังจะเกิด หรือจะเป็นเรื่องจริง….??

 

นอสตราดามุสเคยทำนายชะตาโลกไว้?? เมื่อ 400 ปีก่อน มันกำลังจะเกิด หรือจะเป็นเรื่องจริง….??

 

เพจแฉ..ความลับ โดยเสธน้ำเงิน ได้เผยแพร่บทความ เผยปริศนา..นอสตราดามุส ทำนายอะไรไว้เมื่อ 400 ปีที่แล้ว? ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

การเผชิญหน้ากัน ระหว่างสหรัฐ และรัสเซีย ในยุโรปตะวันออก ยุโรปตะวันออก คาดการณ์ว่าจะพัฒนาที่ชัดเจนที่สุด ในการเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 3 จะสังเกตุได้ว่าช่วงนี้กองกำลังทางอากาศของรัสเซีย กำลังเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน เครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ และเรือดำน้ำ ไปป้วนเปี้ยนใกล้ยุโรป มากขึ้นอย่างผิดปรกติ

นั่นเพราะ รัสเซีย มีการฝึกซ้อมการโจมตี เสมือนจริงบางประเทศในยุโรป ที่เป็นสมาชิกกองกำลังนาโตนั่นเอง รายงานข่าวกรองของเดนมาร์ค ก็ได้รับรายงานนี้ และมีการส่งเครื่องบินขึ้นสกัดกั้น และตามประกบเครื่องบินทิ้งระเบิดของรัสเซียนับครั้งไม่ถ้วน มันไม่ใช่การบินยั่วยุธรรมดา แต่มันคือ “การฝึกซ้อมจริงๆ ”

ในเวลาไล่เลี่ยกัน มีทั้งการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป จากเรือดำน้ำ พร้อมๆ กับการส่งจรวดขึ้นไปยังห้วงอวกาศ ของสหรัฐ และ รัสเซีย ถี่ยิบ และปรากฏเหตุพิศวง เมื่อจรวดขึ้นสู่อวกาศของอเมริกา กลับโดนอะไรไม่รู้กลางอากาศ และร่วงลงพื้นดินระเบิดเสียหายพังยับเยิน

เวลานี้จีนน่าจะเป็นประเทศ ที่มีทองคำสำรองจริงๆ (ไม่ใช่ราคาคุย) มากที่สุดในโลก และมากกว่าตัวเลขที่จีนเปิดเผยอย่างเป็นทางการ คาดว่าอาจจะมีมากกว่า 25,000 ตันแล้ว , ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกาเป็นผู้ก่อตั้งสัญญา เบรตันวู๊ด กำหนดให้เงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักของโลก

เพราะในห้วงเวลานั้น สหรัฐมีทองคำประมาณ 20,000 ตัน ซึ่งถือว่ายังเป็นประเทศที่มีทองคำมากที่สุดในโลกในยุคนั้น จึงสามารถเอาดอลลาร์ไปผูกกับทองคำได้ แต่สถานการณ์ในเวลานี้ ต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะสัญญาเบรตตันวู๊ด ได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 สมัย ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน

ทำให้นาย เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ที่เป็น รมต.ต่างประเทศ บินมาเจรนากับกลุ่มโอเปค ที่นำโดยซาอุดิอาระเบีย ประเทศที่ผลิตน้ำมันมากที่สุดให้โลก และกลายเป็นระบบ “เปโตรดอลดาห์” ซึ่งหมายถึงการซื้อขายน้ำมันในสกุลเงินดอลลาร์ มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

การสร้างฉากสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ในภูมิภาคตะวันออกกลาง นั้น รมต.กลาโหมสหรัฐ ออกมากระซิบบอกกับ ทหารอเมริกัน ว่า “การจัดระเบียบโลกใหม่ของสหรัฐ คือ สงครามที่ไม่มีจบ” เพราะต้องทำสงครามกับ ประเทศที่เป็นภัยคุกคามต่อ “เปโตรดอลดาห์”

ปี ค.ศ. 2001 ถ้าไม่มีการก่อการร้ายในสหรัฐ เช่น กรณีเหตุการณ์ 9/11 จู่ๆ จะส่งทหารเข้าไปทำสงคราม ต่อต้านการก่อการ้ายในตะวันออกกลาง ชาวอเมริกันย่อมจะไม่เห็นด้วย จากการเปิดเผยของ นายพลคาร์ค แห่งกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า 10 วัน ให้หลังจากเหตุการณ์ 9/11 เขาไปที่เพนตากอน พบทั้ง รมว.กลาโหม และ รอง รมว. อยู่ที่นั่น มีนายพลอีกคนหนึ่งที่เรียกเขาไปพบ บอกความกังวลใจอย่างมากว่าสหรัฐฯ ได้เตรียมการบุกถล่มอิรักแล้ว

เขาถามว่า “เพื่ออะไร” นายพลอีกคนตอบว่า “ผมไม่รู้ พวกเขาคงไม่มีอะไรจะทำแล้วมั๊ง” จากนั้นรัฐบาลสหรัฐฯ ก็กระวีกระวาด ส่งทหารเข้าไปถล่มบอมบ์อัฟกานิสถานเสียยับเยินอ้างว่าต้องการสังหารบินลาเดน แต่เป้าหมายที่แท้จริง คือ บล็อกการขายน้ำมันจากอิรักเป็น “ทองคำ” และส่งผ่านอัฟกานิสสถาน เข้าสู่จีนตรงมลฑลซินเจียง

อีกหลายสัปดาห์ต่อมา เขาไปพบนายพลคนเดิมอีกครั้ง ถามว่า “ ยังจะคงบุกอิรัคอีกหรือเปล่า” นายพลคนนั้นให้ตอบว่า มีบันทึกจากสำนักงานของ รมต.ต่างประเทศ ส่งมาว่าให้กองทัพสหรัฐฯเตรียมตัวบุกถล่ม 7 ประเทศใน 5 ปี คือ อิรัก ซีเรีย เลบานอน ลิเบีย โซมาเลีย ก่อนที่จะจบด้วยอิหร่าน !!

สหรัฐฯ ถล่มประเทศเป้าหมายเรียบร้อย คือ อ้ฟกานิสถาน อิรัก ลิเบีย โซมาเลีย โดยการสร้างกองกำลังติดอาวุธก่อการร้ายของตนเองขึ้นมา ก็คือกลุ่มอัลกอดีดะห์ ( อัฟกานิสถาน) , กลุ่ม IS (ซีเรีย อิรัก) , กลุ่มกบฏมุสลิม (ลิเบีย) และ กลุ่มหัวรุนแรงอัล-ชาบับ (โซมาเลีย) นั่นเอง เป้าหมายใหญ่สุดอยู่ที่การครอบครองอิหร่าน แต่ก่อนจะไปถล่มอิหร่านได้ ต้องจัดการซีเรียให้ได้ก่อน

แต่รัสเซีย กับ อิหร่าน ก็รู้ทันจึงหนุนซีเรียเต็มพิกัด สหรัฐฯ จะผลีผลามเข้าไปบุกซีเรียไม่ได้ ต่อมาจึงต้องมีการสร้างสถานการณ์ว่ารัฐบาลซีเรียของนายอัดซาด ใช้อาวุธเคมีเพื่อสังหารประชาชน เพื่อเปิดข้ออ้างให้สหรัฐฯ และมหาอำนาจเข้าไปถล่มซีเรีย

ช่วงนั้นอเมริกา จึงไฟเขียวให้อิสราเอลลุย กลุ่มฮามาส ปาเลสไตน์ ก่อน เพราะอิสราเอลรู้ตัวว่าโดนอาหรับที่พร้อมที่จะย้ายข้าง ล้อมเอาไว้หมดแล้ว โดยเฉพาะขีปนาวุธ ของอิหร่านที่พร้อมจะถล่มอิสราเอลทุกเมื่อ แล้วถ้าสงครามตะวันออกกลางขยายวง อเมริกาค่อยสนับสนุนอิราเอลทีหลัง

ซาอุดิอาราเบีย มีเงินทุนสำรองที่ถือเป็นดอลล่าร์ไว้ 6-7 แสนล้าน US สะสมมาหลายสิบปี จากการขายน้ำมัน อาจจะกลายเป็นกระดาษเช็ดก้น ถ้าเปโตรดอลล่าร์ล่ม ซาอุฯ คงแตกเป็นเสี่ยงๆ จึงไม่ช่วยฮามาส แต่กลับสร้างกลุ่มติดอาวุธของตนเองอีกหลายกลุ่ม เพื่อโค่นล้มอัสซาด แห่งซีเรีย

จังหวะนั้นจึงเกิดสงครามระหว่าง กลุ่มฮามาส ของปาเลสไตน์ โดยอิหร่านหนุนเบื้องหลังบ้าง ให้สู้กับอิสราเอล เพื่อถ่วงเวลาสหรัฐฯ จนกระแสโลกปั่นป่วนไม่ยอมรับอย่างหนัก โอบามา จึงถอดใจไม่รุกราน ซีเรีย และรัฐสภาอังกฤษก็อนุมัติเช่นกัน ซีเรียจึงรอดหวุดหวิดเพราะอิหร่าน กับ รัสเซีย ที่เอาเรือรบไปจอดซุ่ม คอยช่วยส่งอาวุธให้

นั่นหมายถึงอเมริกาจ้องจะทำสงคราม กับทุกประเทศที่ซื้อขายน้ำมันในสกุลเงินอื่น ที่ไม่ใช่ดอลลาร์ เช่น บางประเทศในตะวันออกกบาง ที่เป็นพันธมิตรของ จีน และรัสเซียนั่น (อิหร่าน ซีเรีย) ที่อเมริกากำลัง โจมตีเครือข่าย IS นั่นเอง ซึ่งเป้าหมายจริงๆ ฉากหลังก็คือ โค่นล้มรัฐบาล อัสสาดของซีเรีย และกระทบไปยังอิหร่าน ที่เป็นพันธมิตรของ รัฐบาลซีเรียด้วยเช่นกัน

เพราะสองประเทศนี้ กล้าหักเหลี่ยม เปโตรดอลดาห์ ไปค้าขายน้ำมันกับจีน และรัสเซียในเงินสกุลเงินอื่นโดยตรง คือ หยวน และ รูเบิ้ล เป็นการบั่นทอนทางรอดเศรษฐกิจทุนนิยม ของสหรัฐ และเงินดอลลาร์

ตอนนี้รัฐบาลอเมริกัน จึงต้องสร้างกระแสข่าว การก่อการร้ายโดยกลุ่ม IS ในสหรัฐ เพื่อความชอบธรรม ให้รัฐบาลสหรัฐ เดินหน้าทำสงครามแบบไม่รู้จบกับซีเรีย และอิหร่าน อ้างว่าโจมตีเครือข่าย IS แต่เป้าหมายหลักคือ ประเทศที่เป็นภัยคุกคามต่อ เงินดอลลาร์ ให้กลายเป็นสงครามที่ไม่มีวันจบนั่นเอง

ตอนนี้อเมริกายังยึดทฤษฏี “ ครองอาหารได้ก็ควบคุมประเทศ ครองน้ำมันได้ก็ควบคุมทวีป ครองเงินตราได้ ก็ควบคุมโลก “ เมื่อระบบการเงิน เปโตรดอลล่าร์ เอาไม่อยู่แล้วเพราะหลายประเทศเอาใจออกห่าง หันไปซื้อขายโดยตรงกับจีนเป็นหยวน และ รัสเซีย เป็นรูเบิ้ล

ส่งผลให้สัดส่วนดอลลาห์ในตลาดการเงินโลก ลดลงเหลือไม่ถึง 40 % ขืนปล่อยไปแบบนี้ อเมริกาจะเอาอะไรกิน อีกไม่นานจำต้องมีการล้มโต๊ะ แต่ปัญหาตอนนี้ คือ สหรัฐฯ ยังไม่พร้อมรบ เพราะว่ามหาอำนาจเกิดใหม่ คือ รัสเซีย จีน และ อินเดีย ดันพร้อมรบมากกว่า

แต่ถึงอย่างไรอยู่เฉยๆ ก็รอวันตาย พร้อมไม่พร้อมก็จำต้องรบ เพราะเมื่อเปโตรดอลล่าร์พังคลืน สหรัฐฯ จะไม่เหลืออะไรเลย จะกลายเป็นประเทศที่ยากจน ประชาชนจะก่อการจราจลภายไปทั่วอย่างรวดเร็ว สถานการณ์บีบรัดรอบตัวแบบนี้ อเมริกาต้องตัดสินใจล้มโต๊ะแน่ๆ

การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 นี้ จะเป็นการสู้รบที่รุนแรง และน่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ขอบข่ายของสงครามโลกครั้งนี้ จะได้ชื่อว่าเป็น “สงครามมหาวินาศ” ยิ่งกว่าสงครามครั้งใด เมื่อสงครามมหาประลัยโลก ที่กำลังจะระเบิดขึ้นอีกครั้ง ขอบข่ายการสู้รบ รวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่จะนำมาใช้ทำลายล้างมนุษย์ด้วยกัน จะไฮเทคเกินที่หลายคนจินตนาการ

การขัดแย้งกันครั้งนี้ ประเทศที่จะมีส่วนในการสงคราม นอกจากจะมีสหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน และประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง รวมถึงละตินอเมริกา ยังจะมีการสู้รบย่อยๆ กันในพื้นที่ต่างๆ อีกมากมายหลายแห่งทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ก็จะมีส่วนร่วมและได้รับผลกระทบกระเทือนจากการขัดแย้งในครั้งนี้ด้วย

จะมีการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ อาวุธเชื้อโรค และ ไอพิษ สังหารประชากรทีละประเทศๆ โดยอำนาจมหาประลัยอาวุธการทำลายล้างครั้งนี้ จะมีผลกว้างใหญ่ไพศาลกว่าครั้งใดๆ เท่าที่โลกเคยประสบมา มีความหฤโหด เหนือกว่าสงครามทุกครั้งที่ผ่านมา

ซินนาริโอจำลอง ฉายภาพอนาคต สงครามโลกครั้งที่ 3 สงครามจะเริ่มก่อตัวอย่างเงียบ ๆ ในขณะที่ทั่วโลก คิดว่าโลกยังอยู่ในห้วงบรรยากาศแห่งสันติภาพ ผลจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในสหภาพโซเวียตเดิม ทำให้เกิดการล่มสลายเมื่อ ปี ค.ศ. 1991 ทำให้สาธารณรัฐต่างๆ แบ่งแยกตั้งเป็นประเทศทั้งหมด 15 ประเทศ

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ส่งผลให้ประเทศที่แยกตัวออกไปนี้บางประเทศ เช่น ยูเครน ฟื้นฟูมิตรภาพกับอเมริกา บรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศจุดรอยต่อระหว่างยุโรป กับรัสเซียนี้ กลายไปในทางไม่ดี เพราะการเป็นพันธมิตรกันระหว่างกันดังกล่าว จะมีผลกระทบกระเทือนต่อดุลอำนาจของโลกมากยิ่งขึ้น

นั่นคือ คือ หากรวมแสนยานุภาพของยูเครน เข้ากับแสนยานุภาพของฝ่ายยุโรปตะวันตกได้ หลังจากนั้นไม่นานชาติต่างๆ ในตะวันออกไกล และตะวันออกกลาง ก็จะตอบโต้บ้างด้วยการรวมตัวกัน เพื่อเตรียมพร้อมทำสงครามกับฝ่ายชาติตะวันตก

โดยฝ่ายตะวันออกไกล และฝ่ายตะวันออกกลาง จะได้รับการสนับสนุนอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธแบคทีเรีย และอาวุธเคมีจากประเทศจีน ลักษณะที่พิเศษคือ แม้แต่ละฝ่ายจะมีอาวุธร้ายแรงสุดขั้ว ใช้อาวุธนิวเคลียร์ และ อาวุธชีวภาพ ทำลายล้างกันอย่างกว้างขวางแล้ว ประเทศคู่สงคราม ทั้งฝ่ายตะวันตก และฝ่ายตะวันออก ยังจะคงใช้การรบกันโดยใช้ยุทธวิธีปกติ

คือ ใช้กำลังรบ ทั้งทางบก ทางเรือ อากาศ กันอย่างกว้างขวางพร้อมๆ กันไปด้วย หลายคนอาจจะคิดว่า มหาสงครามครั้งต่อไป จะเริ่มด้วยการกดปุ่มอาวุธร้ายแรงทางทหาร ที่ซ่อนอยู่ในอุโมงค์ลึกใต้ดิน และสงครามน่าจะยุติลงในเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เพราะอาวุธนิวเคลียร์จะทำลายล้างอารยธรรม ทั่วทั้งตะวันตก และ ตะวันออกเสียสิ้น

แต่ยุทธวิธีทางการทหารแบบนี้มันง่ายและตื้นเกินไป เพราะการสู้รบในสงครามโลกครั้งต่อไปนั้น มหาอำนาจฝ่ายหนึ่ง จะพยายามชิงความได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง โดยที่ตัวเองไม่เสี่ยงกับการถูกตอบโต้ และทำลายจากฝ่ายศัตรู ด้วยอาวุธที่ร้ายแรงพอๆ กัน ดังนั้นอาวุธนิวเคลียร์ จะไม่ปูพรมไปทั่วโลก แต่จะใช้โต้ตอบกันในขอบเขตจำกัดเท่านั้น

เพราะขืนทางฝ่ายต่างกดปุ่มยิง อีกฝ่ายก็จะยิงใส่บ้าง ทำให้อาจยิงอาวุธนิวเคลียร์กันไม่มากนัก จากนั้นจะติดตามมาด้วยการทำสงครามรูปแบบปกติ แล้วจะขยับระดับขึ้นมาเป็นการใช้อาวุธนิวเคลียร์ขนาดเล็กภาคสนาม (Tactical nuke) เพื่อสนับสนุนการรบแบบปกติ เมื่อเห็นว่าเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น

การสู้รบสมรภูมิใหญ่สำคัญๆ ในสงครามโลกครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้นในยุโรป แต่ส่วนอื่นๆ ของโลกก็จะต้องรับเคราะห์กรรมจากสงครามนี้ด้วย เพราะความจริงแล้วความขัดแย้งกันครั้งนี้ มีขอบเขตกว้างใหญ่ไพศาลกว่าประเทศหรือทวีป แต่เป็นความขัดแย้งทางความคิดของคน แต่การสังหาร และ การสู้รบกันอย่างดุเดือดนองเลือด ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในดินแดนยุโรป

ความขัดแย้งระหว่างอเมริกา และยุโรป ฝ่ายหนึ่ง กับอีกฝ่ายคือ จีน กลุ่มประเทศตะวันออกไกล และตะวันออกกลาง , การที่จีน และ พันธมิตรของจีนในตะวันออกไกล จะมีชัยชนะได้อย่างเด็ดขาดนั้น มีทางเดียวที่จะกระทำได้ ก็คือต้องปิดล้อม และหาทางแยกเอาสองส่วนของกลุ่มประเทศอภิมหาอำนาจนี้ ออกจากกัน รวมทั้งแยกออกจากส่วนอื่นๆ ของโลกด้วย

หวยสงครามโลกครั้งถัดไปจึงมาออกที่ ยุโรป เพราะเป็นเส้นทางคมนาคมหลักระหว่างบรรดาประเทศที่แยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต กับอเมริกา ดังนั้นการพิชิต และทำลายล้างยุโรป จึงเป็นส่วนสำคัญยิ่งในยุทธศาสตร์สงครามของฝ่ายตะวันออก

สงครามระยะที่ 1 ประเทศอิสราเอล จะเป็นประเทศแรก ที่ตกเป็นเหยื่อของสงครามพิชิตตะวันออกกลาง ของเหล่าประเทศอาหรับ ซึ่งฝ่ายอาหรับ ไม่เพียงแต่ที่จะพิชิตตะวันออกกลางเท่านั้น แต่อาหรับ ก็จะพิชิตทุกประเทศในทวีปยุโรปอีกต่อไปด้วย ในช่วงเวลาพร้อมๆ กันด้วย

ประเทศกรีซ กับ ประเทศตุรกี จะขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนถึงกับใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน กรีซจะเป็นฝ่ายแพ้สงคราม และได้เปิดการเจรจาสันติภาพ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่การเจรจากันต้องประสบกับความล้มเหลว

สงครามระยะที่ 2 อุบัติขึ้นทางด้านตะวันออกไกล เมื่อจีนใช้อาวุธนิวเคลียร์ โจมตีฝ่ายตะวันตกอย่างฉับพลัน และยิงระเบิดชีวภาพชนิดร้ายแรง ไปที่รัฐอลาสก้าของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เชื้อโรคแพร่กระจาย ไปตามกระแสลม และกระแสน้ำ ครอบคลุมถึงประเทศต่างๆ ที่เป็นพันธมิตรของฝ่ายประเทศตะวันตก

หลังจากนั้นจีน ก็จะใช้กำลังทหาร บุกทางภาคใต้ของประเทศที่เป็นบรรดาสหภาพโซเวียตเก่าที่ไปสวมิภักดิ์ชาติตะวันตก ส่วนฝ่ายกลุ่มประเทศอาหรับ ก็ไม่น้อยหน้าจะดำเนินแผนการรบของตน โดยเคลื่อนกำลังไปทางประเทศตะวันตก ทำการโจมตีชาติต่างๆ ที่อยู่ใกล้เขตประเทศของตน

ในที่สุดกรุงโรม ประเทศอิตาลี ก็จะถูกทำลายอย่างย่อยยับ และจะเกิดสงครามกลางเมือง ขึ้นในประเทศอิตาลี กองกำลังของฝ่ายอาหรับ จะเคลื่อนตัวมุ่งสู่พรมแดนของฝรั่งเศส เป็นเหตุให้ฝรั่งเศสกระโจนเข้าสู่ความขัดแย้งครั้งนี้ เพราะสถานการณ์บีบบังคับ

สงครามระยะที่ 3 เริ่มขึ้นเมื่อกองทัพฝรั่งเศส เข้าไปตั้งรับฝ่ายอาหรับที่พรมแดนอิตาลี แล้วต้องประสบกับความพ่ายแพ้ ในขณะที่กองทัพฝรั่งเศส กำลังรวมพลครั้งใหม่หลังการแพ้สงครามอยู่นั้น ทางด้านประเทศอังกฤษ ก็จะเกิดอุทกภัย อย่างร้ายแรงทั่วประเทศ

อิตาลี ก็เกิดสถานการณ์วุ่นวายเลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อองค์ประมุขทางศาสนาคริสต์ จะถูกบังคับให้หนีไปยังดินแดนแห่งใหม่ พร้อมกันนี้ เจ้าชายแห่งประเทศโมนาโก จะถูกจับกุมตัว และเมืองเวนิชในอิตาลี ถูกโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์

สงครามระยะที่ 4 ประเทศโมนาโก จะถูกถล่มจนราบคาบ กองทัพจีน จะบุกเข้าโจมตีฝรั่งเศส กองกำลังร่วมระหว่างจีน กับ อาหรับจะยกทัพเข้าโจมตีประเทศสเปนต่อ และระดมทิ้งระเบิดจนทั่วยุโรป

ฝ่ายพันธมิตรตะวันตก จะพ่ายแพ้อย่างราบคาบ เมื่อสูญเสียประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และที่มั่นสุดท้ายคือเมืองบลูเจส ในประเทศเบลเยี่ยม ทั่วทั้งยุโรป จะตกอยู่ในความยึดครองของฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันออก อยู่เป็นเวลานาน

สงครามช่วงที่ 5 กระแสของสงครามจะเปลี่ยนไป โดยสหรัฐอเมริกา และประเทศในกลุ่มสหภาพโซเวียตเก่า จะเป็นฝ่ายรุกบ้าง แต่กว่าจะถึงช่วงนี้ ฝ่ายพันธมิตรตะวันออกจะเคลื่อนกำลังเข้าไปในละตินอเมริกาเรียบร้อยแล้ว สหรัฐอเมริกา และยุโรปตะวันตก เริ่มใช้อาวุธเชื้อโรคกับชาวจีน และบุกโจมตีเข้าไปในดินแดนละตินอเมริกา

เมื่อนั้นสงครามจุดนี้จะยุติลง ฝ่ายพันธมิตรตะวันตก สามารถรวมกำลังพล และ กำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ มาทุ่มอยู่ทางด้านสมรภูมิทางยุโรป จนสามารถช่วงชิงยุโรปคืนมาได้ ในเวลาไม่นานนัก จะมีการใช้กองกำลังเรือดำน้ำ เข้าโจมตี รวมทั้งใช้อาวุธเชื้อโรค และอาวุธนิวเคลียร์สนับสนุน

จะมีการยุทธนาวีครั้งยิ่งใหญ่ นอกฝั่งตะวันตกของประเทศสเปน และในที่สุดฝ่ายพันธมิตรตะวันตก ก็จะสามารถช่วงชิงยุโรปกลับคืนมาได้ทั้งหมด เมื่อสงครามยุติลง องค์ประมุขทางศาสนาคริสต์ ก็จะเสด็จกลับนครวาติกันดังเดิม แต่ขณะนั้นนครวาติกัน ถูกฝ่ายตะวันออกทำลายไปจนหมดสิ้นแล้ว เหลือไว้แต่ซากปรักหักพังเป็นอนุสรณ์เท่านั้น

ซีกโลกเหนือ จะไม่เหลือทั้งพืชและสัตว์ จากนั้นตะวันออกกลาง จะใช้อาวุธเคมีเข้าจัดการกับชาวยุโรปที่ยังหลงเหลืออยู่ ผู้คนจะป่วยเป็นฝีหนองและมะเร็งผิวหนังกันมากจากผลของอาวุธเคมี ยุโรปแทบจะร้างผู้คน จีนเป็นมหาอำนาจของโลกรายใหม่ ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาไม่ถูกกดขี่จากตะวันตก

แม้ว่าในปัจจุบันชาติต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง อาจจะเห็นว่ายังไม่เข้มแข็งพอ แต่ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ ปัจจุบันชาติอาหรับต่างๆ เหล่านี้มีพลังทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย เนื่องจากมีน้ำมันสำรองอยู่มากนั่นเอง

การที่ประเทศอิสราเอล เคยทำสงครามชนะประเทศเพื่อนบ้านอาหรับมาตลอด อิทธิพลของรัสเซียในแถบนั้นได้ลดลงไปเป็นเวลาหลายปีแล้ว ส่วนอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาก็มีแนวโน้มว่าจะลดน้อยลงในดินแดนแถบนั้นด้วย เนื่องจากสหรัฐอเมริกา ยืนหยัดอย่างแน่วแน่ที่จะยังให้การช่วยเหลือแก่ประเทศอิสราเอล ซึ่งเป็นศัตรูของฝ่ายโลกอาหรับอยู่ต่อไป

เมื่อฝ่ายอาหรับต่างพากันหันหลังให้ลูกพี่เก่า คือ สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย จึงต้องหันหน้าไปพึ่งลูกพี่ใหม่คือจีนปักกิ่ง ฝ่ายอาหรับจึงสามารถหาพันธมิตรที่จะเต็มใจ ให้การสนับสนุนพวกเขาในด้านอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธแบคทีเรีย อาวุธเคมี และอาวุธแบบปกติอื่น ๆ

เมื่อฝ่ายอาหรับได้อาวุธเหล่านี้จากจีน มาเก็บไว้ในคลังแสงของตนแล้ว ก็พร้อมที่จะรุกโจมตียุโรปทางตะวันออก ส่วนจีนก็จะโจมตีขนาบยุโรปทางตอนใต้ นั่นคือจุดระเบิดของสงครามโลกครั้งที่ 3 ตามซินนาริโอนี้

ถามว่าจะเริ่มเกิดเมื่อไร ระยะเวลาที่แน่นอนตอบไม่ได้ แต่บัดนี้สถานการณ์ได้สุกงอมจนเริ่มปริแตกมาหลายจุดแล้ว..รู้แต่ว่าการเริ่มกดปุ่มสงครามโลกครั้ง 1 (เมื่อ 100 ปี) และครั้งที่ 2 (เมื่อ 70 ปี) ที่ผ่านมาในอดีตนั้น…สถานการณ์อึมครึมช่วงนั้น ใกล้เคียงตอนนี้อย่างมาก !!

 

Cr :  tnews.co.th

ใส่ความเห็น