จะรวยแค่ไหน ก็ต้องเลี้ยงลูกแบบจน จดหมายฉบับนี้มีคุณค่ามากในสายตาของผม

จะรวยแค่ไหน  ก็ต้องเลี้ยงลูกแบบจน…จดหมายฉบับนี้มีคุณค่ามากในสายตาของผม

วันนั้น  พาลูกไปร้านเครื่องเขียน  ลูกอยากได้กล่องดินสอ  เลือกแบบสุดหรู  แต่ผมให้ซื้อแบบธรรมดาที่ใช้งานได้ดีเหมือนกัน
หน้างอขึ้นมาทันที  อยากได้ไม้บรรทัด  ก็อยากได้แบบวิจิตรพิศดาร  ผมให้เลือกแค่แบบพื้นฐานที่ใช้งานได้เหมือนมาตรฐานทั่วไป
หน้าก็ยิ่งงอหนักเข้าไปอีก

 

 

 

ผมไม่ได้ว่าอะไร  ตั้งใจก่อนนอนคืนนี้  จะชี้แนะลูกด้วยการเล่านิทานเปรียบเปรยให้เข้าใจ

หลังจากได้เป็นพ่อคนแล้ว  ผมตั้งใจจะเลี้ยงลูกไม่ให้เหมือนแบบที่ชาวเอเชียเขานิยมทำกัน  ที่มักไม่ยอมให้ลูกลำบาก ดูแลปกป้องแบบไข่ในหิน ประคบประหงมเกินพอดี

หลายปีผ่านไป  ผมรู้สึกว่าวิธีการเลี้ยงลูกของผมจะลำบากมากขึ้นทุกวัน  จนกระทั้งวันหนึ่ง  ผมได้อ่านจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่งที่โพสต์ลงในบอร์ดของมหาวิทยาลัยนานกิง  จดหมายจากผู้ใช้นานว่า “พ่อผู้ขมขื่น” เขียนถึงลูกเขาที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้น  แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อลูก

จดหมายฉบับนี้มีคุณค่ามากในสายตาของผม

หลังจากได้เป็นพ่อคนแล้ว  ผมตั้งใจจะเลี้ยงลูกไม่ให้เหมือนแบบที่ชาวเอเชียเขานิยมทำกัน  ที่มักไม่ยอมให้ลูกลำบาก ดูแลปกป้องแบบไข่ในหิน ประคบประหงมเกินพอดี

**************

ถึงลูกรักของพ่อ

แม้ลูกจะทำให้พ่อทุกข์ใจเกินบรรยาย  แต่ลูกก็ยังเป็นลูกของพ่ออยู่วันยังค่ำ

หลังจากที่ลูกสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว  อาจเป็นเพียงคนเดียวของตระกูลเราในรอบหลายชั่วอายุคนที่ทำได้สำเร็จ  หลังจากนั้น พ่อชักไม่แน่ใจว่าตกลงใครเป็นพ่อและใครเป็นลูกกันแน่

พ่อช่วยแบกสัมภาระไปส่งลูกถึงหอพัก  ช่วยกางมุ้ง  ปูที่นอน  ซื้อกับข้าวกับปลา  ต้องสอนแม้กระทั่งวิธีบีบยาสีฟันออกจากหลอด  ทั้งหลายทั้งปวง  ดูเหมือนว่ามันเป็นหน้าที่ที่พ่อสมควรต้องทำให้  ไม่ได้ยินคำว่าขอบคุณสักคำจากลูกตั้งแต่ต้นจนจบ  รู้สึกด้วยซ้ำว่าเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ที่พ่อผู้ด้อยความสามารถคนนี้มีโอกาสได้รับใช้ลูกทูนหัว ที่บัดนี้ได้เป็นนักศึกษาผู้ทรงเกียรติไปแล้ว

ปีแรกทั้งปี  ที่บ้านได้รับจดหมายจากลูกสามฉบับ  ข้อความรวมกันแล้วอาจยาวกว่าข้อความในโทรเลขหนึ่งฉบับสักหน่อย  ข้อความย่นย่อ  ลายมือหวัดอ่านยาก  มีแต่คำว่า”เงิน”นี่ตั้งใจเขียนได้ชัดเจนที่สุด

พอขึ้นปีที่สอง  จดหมายมาแบบถี่ๆ  ล้วนขอเงินเพิ่ม  ลีลาการเร่งเร้าให้ส่งเงิน  ข้อความที่เรียกร้องความเห็นใจ  รับรู้ได้ถึงว่า  หากเรียนจบแล้ว  ลูกสามารถไปยึดอาชีพเป็นพวกเจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้สินได้เยี่ยมแน่นอน

แต่สิ่งที่ทำให้พ่อเจ็บปวดที่สุดนั้น  มาจากการที่ลูกอาจหาญถึงขั้นปลอมแปลงตัวเลขจำนวนเงินที่ต้องจ่ายค่าหน่วยกิตของมหาวิทยาลัย  ไม่คิดว่าลูกจะใช้วิธีนี้  มาหลอกลวงเงินทองจากผู้เป็นพ่อแม่ที่ให้กำเนิด  เลี้ยงดู  รักใคร่ลูกมาตลอด  เพียงเพื่ออยากได้เงินเพิ่ม ไปเที่ยวผับ  เที่ยวบาร์และร้องคาราโอเกะ….

คิดถึงเรื่องนี้เมื่อไหร่ก็เจ็บปวดเมื่อนั้น  นอนไม่หลับ  จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า  สาเหตุก็มาจากลูก  คนที่พ่อเลี้ยงดูด้วยมือจนเติบใหญ่  แต่กลับกลายเป็นคนแปลกหน้าในร่างของนักศึกษา

ขอภาวนาในใจว่า นอกจากวิชาความรู้ต่างๆที่ลูกจะเรียนรู้จากสถาบันการศึกษาแล้ว  ลูกจะกรุณาพัฒนาจิตใจให้เป็นคนซื่อสัตย์และกตัญญูรู้คุณด้วยก็จะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด…….

*************

หลังจากได้อ่านจดหมายฉบับนี้แล้ว  ผมรู้สึกว่าผมยังต้องเดินหน้าทำตามนโยบายในการดูแลลูกตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก  แม้จะรู้ว่ามันค่อนข้างลำบากในสังคมของเรา

มีอยู่วันหนึ่ง  เพื่อนสมัยเรียนที่ย้ายไปออสเตรเลียกลับมาเยี่ยมบ้าน  มีโอกาสได้นั่งคุยกัน  เขาเล่าว่า  คนออสเตรเลียนอกจากเชื่อถือในพระเจ้าแล้ว  อีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขาเชื่อมั่นก็คือ  วิธีการเลี้ยงลูกแบบ “จะรวยแค่ไหน  ก็ต้องเลี้ยงลูกแบบจน”

พวกเขาเชื่อว่า  เด็กที่เติบโตขึ้นมาภายใต้การดูแลปกป้องมากไปของพ่อแม่  เมื่อโตแล้ว จะไม่มีปัญญาที่สามารถยืนอยู่บนลำแข้งตัวเอง  และก็จะไม่มีวันสำนึกบุญคุณคนอื่น  แม้กระทั่งพ่อแม่ตนก็ตาม

วันถัดมาเรามีโอกาสออกไปทำธุระด้วยกัน  เจอฝนระหว่างทาง  เขาเห็นเด็กน้อยถูกห่อหุ้มด้วยผ้านวมอย่างหนากลมไปหมดทั้งตัว  จนดูคล้าย”ลูกบอลยัดนุ่น”  เขาบอกว่า  “เด็กควรจะใส่เสื้อผ้าน้อยกว่าผู้ใหญ่หน่อย”  เขาเล่าว่าในออสเตรเลีย  แม้หน้าหนาวก็จะไม่เห็นเด็กที่ถูกห่อแบบ “ลูกบอลยัดนุ่น” เหมือนที่เห็น  หรือในวันแดดจ้า  แม้เด็กจะนั่งอยู่ในรถเข็นเด็ก  แต่คนเป็นแม่ก็จะทำใจแข็ง  ไม่ยอมดึงที่บังแดดออกมากันแดดให้ลูก เด็กที่วิ่งเล่นแล้วหกล้มเอง พ่อแม่ก็จะยืนดูเฉยๆให้ลูกลุกขึ้นมาด้วยตัวเขาเอง ต่างๆนาๆล้วนพยายามให้ลูกฝึกช่วยตัวเองและอดทนให้มากที่สุด

ธรรมเนียมของครอบครัวชาวเอเชียอย่างพวกเรา  หลักการที่ยึดติดมานานกับนโยบายที่ว่า  “จะยากจนแค่ไหน  ก็ไม่ยอมให้ลูกต้องลำบาก”

สงสัยจะถึงเวลาต้องทบทวนกันใหม่ได้แล้ว

การเลี้ยงลูกของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้  ตอนลูกยังเล็กและอ่อนแอ  บางชนิดอมลูกไว้ในปาก บางชนิดซุกลูกไว้ใต้ปีก  กลัวลูกๆจะไม่ปลอดภัย  แต่พอลูกเริ่มโตได้ที่แล้ว  พวกเขาจะไล่ลูกออกไปอย่างไร้เยื่อใย  ให้ลูกไปเผชิญกับโลกภายนอกเอง  ไปฝึกวิทยายุทธเอง  ไปเผชิญปัญหาและมรสุมทุกรูปแบบ  แล้วชีวิตจะไม่เจอทางตัน  เห็นหรือยังว่าแม้แต่สัตว์ทั้งหลายก็ยังรู้ถึงหลักการที่ว่า “โอ๋ลูกจนไม่ลืมหูลืมตา  ก็คือการฆ่าลูกแบบเลือดเย็น”

“จะรวยแค่ไหน  ก็ต้องเลี้ยงลูกแบบจน”  ด้วยวิธีนี้จะบังคับให้ลูกๆทั้งหลายรู้จักยืนอยู่บนลำแข้งตัวเอง  และรู้จักสำนึกและตอบแทนบุญคุณคนเป็นพ่อเป็นแม่

สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืม  ถึงแม้คุณจะห่วงด้วยวิธีปกป้องหรือโอ๋ลูกขนาดไหนก็ตาม  คุณคงไม่มีปัญญาตามไปวุ่นวายหรือดูแลพวกเขาในช่วงครึ่งหลังของชีวิตเขา  เพราะตอนนั้นคงได้เวลาที่คุณจะได้หลับยาวไปแล้ว

“ขจรศักดิ์”
แปลและเรียบเรียง
6/4/17
www.facebook.com/flintlibrary

ใส่ความเห็น