รีบหามากินด่วน ! กะหล่ำปลีม่วง ประโยชน์เพียบ…ลดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และโรคมะเร็งในช่องท้องได้

กะหล่ำปลี เป็นผักในตระกูลกะหล่ำเช่นเดียวกับคะน้า บรอกโคลี ผักกาดขาว แรดิช และเทอร์นิพ มีลักษณะเป็นหัวกลมขนาดใหญ่ โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีสีเขียว แต่นอกจากนี้ก็ยังมีอีกสายพันธุ์ที่มีสีสันที่แปลกตานั่นก็คือกะหล่ำปลีสีม่วง ต้นกำเนิดของกะหล่ำปลีนั้นอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน และถูกนำมาปลูกในไทยอย่างแพร่หลายเพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย

กะหล่ำปลีสีม่วง หรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า กะหล่ำแดง นั้น คนส่วนใหญ่นิยมนำกะหล่ำปลีสีม่วงมารับประทานสดเป็นเมนูสลัดมากกว่าการนำมารับประทานในรูปแบบอื่นๆ กะหล่ำปลีสีม่วงไม่ได้มีดีตรงที่สีสันที่แปลกตาไปจากกะหล่ำปลีทั่วไปเท่านั้น แต่มันยังอุดมไปด้วยคุณค่าและสารอาหารอีกมากมายดังนี้

กะหล่ำปลีสีม่วง  มีสารชนิดหนึ่งชื่อ สารอินไทบิน เมื่อรับประทานเข้าไปจึงรับรู้ได้ถึงรสขมมากกว่ากะหล่ำปลีสีขาวทั่วไป เหตุที่ขมกว่าก็เพราะกะหล่ำปลีสีม่วงมีเจ้าสารอินไทบินนั่นเอง สารอินไทบินมีความสำคัญต่อร่างกายตรงที่มันจะช่วยเผาผลาญสารอาหารในร่างกายและกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงตับ ไต ถุงน้ำดี และกระเพาะ อีกทั้งกะหล่ำปลีสีม่วงยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยเสริมสร้างฮีโมโกลบินให้กับร่างกาย หากร่างกายมีฮีโมโกลบินดีก็จะสามารถนำออกซิเจนกับเม็ดเลือดแดงไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ของร่างกายได้ นอกจากนี้ยังพบว่ากะหล่ำปลีสีม่วงมีสารเอสเมธิลเมโธโอนินและสารกอยโตรเจนที่ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและโรคคอพอกได้อีกด้วย แต่สรรพคุณที่ทำให้กะหล่ำปลีสีม่วงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปก็คือ ช่วยต่อต้านโรคมะเร็ง โดยกะหล่ำปลีสีม่วงมีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ได้ และหากนำมาประคบที่เต้านมของคุณแม่หลังคลอดจะช่วยแก้อาการนมคัดอีกด้วย

 

ทราบกันหรือไม่ว่า กะหล่ำปลีม่วง (Red cabbage) ที่มีสีสันสดใสชวนกิน ซึ่งมักพบบ่อยในจานสลัด แต่ใครจะรู้บ้างว่ากะหล่ำปลีสีสวยนี้จะมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายของเราเป็นอย่างมาก

 

เนื่องจาก กะหล่ำปลีม่วง เป็นพืชที่มีใยอาหารสูงและล้วนอุดมไปด้วยสารอาหารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต โซเดียม และวิตามินซี

นอกจากนี้การกินกะหล่ำปลีม่วงอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรค มะเร็งลำไส้ใหญ่และโรคมะเร็งในช่องท้องได้

อีกทั้งยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยเสริมสร้างฮีโมโกลบินซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีเม็ดเลือดแดงไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ในแต่ละวันเราไม่ควรกินกะหล่ำปลีดิบมากเกิน 1-2 กิโลกรัม เพราะถ้ามีสาร Goitrogen จากกะหล่ำปลีสะสมในร่างกายมากเกินไป อาจส่งผลให้ต่อมไทรอยด์นำไอโอดีนในเลือดไปใช้ได้น้อยลง แต่สารนี้จะหายไปเมื่อกะหล่ำปลีนั้นสุกแล้ว

 

คลิปวีดีโอ ประโยชน์ของกะหล่ำปลีม่วง

 

ได้เห็นทั้งคุณค่าทางอาหาร สรรพคุณอันมากมาย รวมทั้งเมนูอาหารแสนน่ารับประทานของกะหล่ำปลีกันไปแล้ว แบบนี้ต่อไปหากเราได้เห็นกะหล่ำปลีมาเป็นผักเคียงมากับอาหารก็คงจะไม่เขี่ยทิ้งกันอีกแล้วล่ะเนอะ รีบหยิบมารับประทานกันดีกว่าเพื่อสุขภาพที่ดีทั้งวันนี้และวันหน้า

 

ใส่ความเห็น